วันก่อน ไปรื้อตู้หนังสือนิยายของแม่มา เจอนิยายเรื่องนึงหนามากๆ หนาชนิดที่ว่าฟาดหัวคนแล้วคงร้องโอ้ยกันเลยทีเดียว

 

นิยายเรื่องนี้มีสองเล่มจบ เล่นหนึ่งสีม่วง เล่มสองสีเหลือง

ชื่อของนิยายคือ "แม้ความตายมาพราก" นักแต่งคือ ศุภร บุนนาค

 

 

 

 

 

ลองพลิกไปอ่านปกหลัง ปรากฏว่า "กิ่งฉัตร" ได้เขียนคำนิยมไว้...แล้วก็เลยได้รู้ว่า ท่านศุภร บุนนาคนี้เอง คือนักเขียนนิยายชั้นครูของนักเขียนดังๆอย่าง "กิ่งฉัตร" และนักเขียนคนอื่นหลายๆท่าน

 ภาพหน้าปก แม้จะสไตล์เก่าๆไปบ้าง ชื่อเรื่องไม่แนวๆเหมือนนิยายสมัยนี้ แต่...ด้วยคำนิยมจากกิ่งฉัตร ด้วยความหนาของนิยาย ด้วยความที่หนังสือยังอยู่ในสภาพดีมากๆเหมือนแม่เก็บไว้อย่างดี

และด้วยเนื้อเรื่อง...ที่น่าสนใจและน่าติดตาม ด้วยคำโปรยเล็กๆที่ใต้ชื่อเรื่อง

 

"สลักเพชรยากยิ่ง...หัวใจของใจเพชรเมื่อสลักรูปของแจ่มใสลงไปแล้ว ก็กลายรูปไม่ได้อีก"

 

วันนั้นหยิบไปอ่านตั้งแต่บ่ายโมง

เที่ยงคืน...ยังอ่านเล่มหนึ่งไม่จบ ทั้งที่อ่านแบบ Non-Stop 

ภาษาที่ใ้ช้ ออกจะโบร่ำโบราณสำหรับวัยรุ่นหรือคนในยุคสมัยนี้ไปสักนิด แต่อ่านแล้ว...อึ้ง.....

เนื้อเรื่องคร่าวๆคือ นางเอกเพิ่งเสียพ่อไป แล้วก็เลยได้พบกับญาติห่างๆและคนรู้จักบางคน ที่มาจาก "แดนสรวง" (คล้ายๆพวกลาว ทำนองนั้นมั้ง)

แล้วก็เลยมีเหตุการณ์ที่ทำให้ได้ไปเยี่ยมเยียนที่แดนสรวงแห่งนี้ โดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว เบื้องหลังของการไปแดนสรวงครั้งนี้ มาจากความต้องการของหัวใจใครบางคน...

แฮ่....เขียนเรื่องย่อไม่เก่ง อยากรู้ ไปหาอ่านเอาเองละกัน !

ชื่อของนางเอก แม้จะดูเชยๆไปบ้าง แต่... "แจ่มใส กฤษเณศ" กลับจับใจคนอ่านได้อย่างน่าแปลก ด้วยนิสัยที่ดูเหมือนจะขี้แง ร้องไห้ฟูมฟายเป็นวรรคเป็นเวร....แต่กลับเป็นคนใจแข็ง เข้มแข็ง มีไหวพริบและฉลาดจนน่านับถือ

ที่สำคัญ..."เป็นกุลสตรีไทยที่น่าชื่นชม แต่ก็ไม่ได้เป็นกุลสตรีไทยในแบบที่ใครต่อใครพากันหมั่นไส้หรือหัวเราะเยาะว่าเชย"

1 ใน 4 ของเล่มแรก ออกจะดูอืดๆ เรื่องดำเนินไปช้าๆ น่าเบื่อสำหรับคนที่ต้องการอะไรเร็วๆสนุกสนาน แต่นิยายที่ดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ กลับแสดงออกถึงความ "ละเอียดละออ" ของคนแต่ง...ที่ใส่ใจกับทุกรายละเอียดของอารมณ์ความรู้ึสึก คำพูด และการนึกคิดของตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ

ไม่เหมือนนิยายสมัยนี้...เอะอะอะไรก็จับนางเอกพระเอกมาเจอกัน เจอกันแล้วก็ต้องไม่ถูกกัน ทะเลาะ สักพัก แป๊ปๆ อ้าว เริ่มจะหึงกันแล้ว พวกเอ็งไปรักกันตอนไหนวะจับจุดไม่เห็นจะได้เลย แล้วไอ้มือที่สามนี่ใครมาจากไหน จู่ๆมารักพระเอก/นางเอกได้ไง...

ไปๆมาๆ เริ่มจะมีการตบจูบกันอีก เอ้า! สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับเรื่องทางเพศ ไม่ต่างอะไรกับละคร Soap Opera ที่ฉายในเมืองไทยเราอยู่ทุกวันตอนเย็นๆ...ไม่มีความสร้างสรรแม้แต่นิด

พออ่านถึงช่วงที่ 2 ใน 4 ของเรื่อง...เมื่อ "ใจเพชร" โผล่มา...ทันทีที่ได้อ่านบทของใจเพชร เราก็ตกหลุมรักกับนิยายเรื่องนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นทันที

จะมีสักกี่เรื่อง ที่พระเอก เป็นชายที่ให้เกียรติผู้หญิง...ให้เกียรติคนรอบข้าง...มีความคิด ความรอบคอบ คำนึงถึงคนรอบข้าง ทั้งอ่อนโยนนุ่มนวล ดวงตาหวานเยิ้ม ขณะเดียวกันก็ใจแกร่งดุจเพชรกล้า และเข้มแข็งทั้งที่กายและใจ

ลองดูพระเอกสมัยนี้สิ...เอะอะก็มีเงิน รวย มีอำนาจ นางเอกไม่ฟัง ไม่รักตอบก็จับมาตบจูบ จับมากวนเกเรกันบ้างอะไรบ้าง มีสักกี่เรื่องที่พระเอกจะให้เกียรตินางเอก...

มีสักกี่เรื่อง ที่พระเอกจะใช้วาจาที่ไพเราะ และมีอากัปกิริยาที่น่ามองหรือน่าเอ็นดู

( พูดเหมือนไปเห็นมาจริงๆ แหม ก็เป็นแม่ยกของ เจ้าหน่อหอหน้า นี่นา... )

ตัวละครอื่นๆที่เป็น Support Character ก็ล้วนแล้วแต่มีการปูพื้นมาอย่างดี เพราะอะไรคนนั้นถึงเป็นแบบนี้ หรือทำไมคนนี้ถึงเป็นอย่างนั้น...

ไม่ใช่จู่ๆก็เอะอะมาร้ายๆ วี๊ดๆ กรี๊ดๆ หรือมาเริ่ดเชิดหยิ่งแล้วมากลั่นแกล้งนางเอกเหมือนในเรื่องราวปัจจุบัน...

เรียกได้ว่าตัวละครทุกตัวในเรื่อง ต่างก็มีรายละเอียดที่ไม่ขาดตกบทพร่อง และน่าสนใจมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวร้ายทั้งหลาย...

เป็นนิยายที่สอนให้คนอ่านมองโลกในมุมมองที่กว้างออกไป นอกจากมองแค่มุมเดียวในด้านของพระเอกนางเอกและผองเพื่อนที่แสนดี

อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบในนิยายเรื่องนี้คือ "คำคม" ต่างๆ...ซึ่งทุกครั้งที่มี "คำคม" เหล่านี้ ตัวหนังสือจะถูกเน้นให้เป็นตัวอักษรหนาสีดำ...ราวกับว่า ในข้อความนี้ มีความนับอะไรบางอย่าง...หรือมีบางอย่างที่คุณ ศุภร บุนนาค ต้องการจะบอกกับคนอ่านทั้งหลาย

ตัวอย่างคำคมที่จับใจมากๆ มีเยอะจนเลือกไม่ถูก ลองเอามาให้ดูสักนิดละกัน

"ขอให้รู้ไว้เถิดว่า พวกเราหญิงไทยน่ะ บูชาความดีของตัวบุคคล...เงินหรือมงกุฎราชินีซื้อเราไม่ได้ดอก...ผู้หญิงอื่นบ้านเราอาจจะเป็นได้ แต่ไม่ใช่ข้าเจ้า..." 

"หัวใจหลั่งเลือด นัยน์ตาหลั่งยิ้ม คนชนะโลกมาหลายคนแล้วเพราะทำได้อย่างนี้"

ฯลฯ...

 แต่ประโยคที่ชอบที่สุด คงไม่พ้นสองประโยคนี้

"ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่เห็นนั่นแหล่ะ...ไม่เคยเลือนไปจากใจได้เลยสักเวลาเดียว"

"คุณเป็นอย่างเดียวคือผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ผมรัก และจะรักอยู่อย่างนี้ตลอดไป..."

ไม่ต้องบอก ก็คงเดาออก ว่าเป็นประโยคคำพูดของใคร (หัวเราะ)

เนื้อเรื่องบางตอน อ่านแล้วอินมาก...บางช่วง อ่านแล้วร้องไห้ ร้องไห้ที่ว่านี่ไม่ใช่แค่น้ำตาซึมปริ่มๆขอบตานะ แต่ร้องไห้เลย...อินจัด อ่านตอนอยู่กับคนอื่นไม่ได้ ต้องเอาไปแอบอ่านตอนที่อยู่คนเดียว ไม่อย่างนั้นอายเค้า เพราะเวลาอ่านบางทีก็จะเผลอยิ้ม ยิ้มแบบคนมีความสุขน่ะ บางทีก็ร้องไห้ เศร้า วันนั้นก็จะตาแดงไปหลายชั่วโมง หรือบางทีก็โกรธ...โกรธสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง....แล้วก็เลยพาลกับคนรอบข้าง (ซึ่้งก็จะซวยกันหมด คงงงว่าอีบ้านี่ไปกินแร้งที่ไหนมาวันนี้)

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือเรื่องภาษา

"แดนสรวง" ค่อนข้างจะคล้ายๆ ลาว อยู่บ้าง...เป็นอาณาจักรเล็กๆที่อยู่ติดกับไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ 

ภาษาที่ใช้ จึงออกแนวภาษาลาว...ซึ่งฟัง(อ่าน)แล้ว รู้สึกจั๊กกะจี้หัวใจ เสนาะเพราะหูดี

อย่างคำว่า "โด๋ยคะน่อย..." ที่เป็นคำลงเสียง ( คงคล้ายๆคำว่า คะ กระมั้ง ? ) แต่เป็นคำที่เจ้านางน้อยในเรื่องชอบใช้ เลยไม่แน่ใจว่าคนธรรมดาจะใช้ด้วยหรือเปล่า

หรือบรรดาชื่อ อย่าง หม่อมบัวนวล เจ้าละอองจันทร์ เจ้าพ่อต่อนอาศน์ เจ้าก้านคำ ฯลฯ....มีชื่อนึง ชอบมาก แต่จำไม่ได้ (คงต้องขอไปเปิดอ่านย้อนดูอีกทีแล้วจะแวะมาบอกทีหลัง) เป็นชื่อเจ้าเหมือนกัน...

ชื่อคนไทย ก็ไม่ใช่ชื่อหรู เลิศ อะไร แต่อ่านแล้วเรียบง่าย ได้ใจความ

อย่าง "แจ่มใส" นี่แสดงถึงตัวตนของนางเอกได้ดี...ยิ่ง "ฟ้าใสใจแผ้ว" ยิ่งแล้วใหญ่

ยิ่งอ่าน ยิ่งนับถือท่านศุภร บุนนาค ขึ้นทุกที

สุดท้าย อยากจะบอกว่า เราเป็นคนที่ Review หนังหรือหนังสือไม่เ่ก่ง ที่เขียนมาทั้งหมดทั้งมวลเลยได้ไม่เท่าครึ่งของความเป็นจริง แค่เป็นมุมมองหนึ่งของเราที่มาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้

บรรดาคอนิยายทั้งหลายของ "ทมยันตี" "กิ่งฉัตร" "ว. วินิจฉัยกุล" หรือคนอื่นๆ น่าจะลองได้อ่านเรื่องนี้ดู

คิดว่าถ้าได้อ่าน...ถ้ารับกับภาษาโบราณได้ ตัวเรื่องที่ดำเนินช้าๆได้...

 

 

คงจะมีคนหลงรัก "แจ่มใส" และ "เจ้าใจเพชร" มากขึ้นโขเลยทีเดียว

 


 

ปล. เมาท์ซะยาว จะว่าไปแล้วยังทำรายงานไม่เสร็จเลย อึ๋ย พรุ่งนี้มี ENG IV ด้วย...เพราะฉะนั้น ขอแว่บไปเล่น Cabal ก่อนสักแป๊ปก็แล้วกัน จากนั้นคอยไปปรนนิบัติคุณนายกระต่ายบนห้องนอน ฮี่ๆ

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 

 -- PAMME --
( 10.45 PM )

 

Comment

Comment:

Tweet

น่าอ่านมากค่ะ

#3 By (171.4.66.207|171.4.66.207) on 2014-07-08 17:49


นักเขียนชั้นครู กับเด็กหัดเขียน

ความแตกต่างย่อมมี


ไม่ใช่ความผิดเขาที่นิมในความฉาบฉวยเหล่านั้น
เพราะเขาอ่อนแออย่างน่าสงสาร ทำให้ถูกสิ่งรอบข้าง ... หล่อหลอมเขาขึ้นมาแบบนั้น


รอดู ... ถ้าเขารักงานเขียนจริง ย่อมต้องพัฒนาได้แน่

#2 By BlueSahara on 2009-11-29 12:04

น่าอ่านจังเลยค่ะ

ไปหาอ่านบ้างดีกว่า

open-mounthed smile open-mounthed smile

#1 By ทะเลน้ำขุ่น on 2009-11-24 00:56